วันศุกร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2560

มังกรสอนใจ ตอนหอกกับโล่


หอกกับโล่

เขานำหอกและโล่ไปขายในตลาด
        

     มีอยู่วันหนึ่ง ช่างทำอาวุธคนหนึ่งในแค้วนฉู่ นำหอกกับโล่ไปขายในตลาด หอกและโล่ของ
เขาทำขึ้นอย่างประณีตงดงามมาก ฝีปากของเขาก็ไม่เลวทีเดียว  ดังนั้นในไม่ช้าจึงมีผู้คนรุม
ล้อมดูมากมาย

     เขาหยิบหอกขึ้นมา ป่าวประกาศกับทุกคนว่า.....   “หอกของฉันเป็นหอกที่คมที่สุดในแผ่นดิน 
ไม่มีอะไรที่มันจะแทงไม่ทะลุ ใครซื้อมันไว้ในครอบครองแล้วละก็ ถ้าไปล่าสัตว์ รับรองว่าจะต้อง
หามสัตว์กลับจนไหล่ลู่ทีเดียว มิฉะนั้น หากไปรบก็รับรองว่า จะต้องประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่”

แม้ทุกคนจะสนใจที่เขาพูดมาก แต่ก็ไม่มีใครซื้อ ดังนั้นเขาจึงวางหอกเล่มนั้นลง หยิบโล่ขึ้นมา
พูดกับทุกคนว่า

“พวกท่านดู โล่อันนี้ทำขึ้นจากหนังสัตว์ที่ดีที่สุด เป็นโล่ที่เหนียวแน่นทนทานที่สุดในใต้ฟ้า ไม่ว่า
อาวุธอะไรก็ไม่สามารถแทงผ่านทะลุมันได้”

เขาเอาโล่อันนั้นส่งให้ทุกคนดูต่อๆกันไป หวังว่าจะมีใครสักคนซื้อ ขณะที่โล่อันนั้นส่งถึงมือเด็ก
ชายคนหนึ่ง เด็กคนนั้นพิจารณาดูโล่อันนั้นอย่างสนใจ รู้สึกชอบโล่นั้นมาก แต่ทันใดนั้นเองบน
ใบหน้าของเด็กก็แสดงออกถึงความฉงนสนเท่ห์ขึ้นมา หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เด็กคนนั้นก็ถาม
ช่างทำอาวุธว่า



ถ้าเอาหอกของท่านแทงโล่ของท่านจะเป็นอย่างไร?


    


     "ท่านเพิ่งพูดหยกๆ ว่าหอกของท่านเป็นหอกที่คมที่สุดในแผ่นดิน ไม่มีอะไรที่่มันแทงไม่ทะลุใช่ใหม"

ช่างทำอาวุธตอบว่า “เออ....”
     เด็กถามต่อด้วยสีหน้าที่แสดงความสงสัยว่า “ผมหมายความว่า ถ้าใช้หอกของท่านแทงโล่
ของท่าน ผลลัพท์จะเป็นอย่างไร”
     ผู้คนที่รุมล้อมอยู่ฟังแล้วต่างก็หัวเราะกันอย่างครื้นเครง ช่างทำอาวุธคนนั้นอายจนหน้าแดง 
หูแดง พูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว



ท่านสาธุชนทั้งหลาย..........



        เราอย่าเป็นคนขี้โอ่  ชอบโอ้อวดกันนะจะพูด 
จะแสดงอะไรก็ว่าไปตามเนื้อผ้า อย่าใส่สีตีไข่
เราจะได้ไม่ต้องอับอายขายหน้า  เดือดร้อนภายหลัง และขอให้แสดงออกมาตามที่เป็นจริง โดย
แฝงไว้ด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน เราจะได้รับความเคารพยกย่องเกรงใจจากบุคคลอื่น และอยู่
อย่างเป็นสุข


กุหา ถทฺธา ลปา สิงฺคี อุนฺนฬา จาสมาหิตา
น เต ธมฺเม วิรูหนฺติ สมฺมาสมฺพุทฺธเทสิเต
คนหลอกลวง เย่อหยิ่ง เพ้อเจ้อ ขี้โอ่ อวดดี และไม่ตั้งมั่น
ย่อมไม่งอกงามในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว


(องฺ จตุกฺก. 21/36)


Cr. พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ M.D.,Ph.D
วัดพระธรรมกาย



      *************************



     สังคมในสมัยนี้คนที่ชอบพูดจาอะไร  เกินความเป็นจริงมีเยอะ เราควรฟังอย่างมีสติ พิจารณาให้รอบคอบ อย่าคล้อยไปตามคำโฆษณา การรับฟังข่าวสารใดๆก็ควรตรวจสอบให้แน่นอนเสียก่อน มิเช่นนั้นอาจจะตกเป็นเหยื่อของข่าวสาร
     แต่ถ้าเราเสพข่าวสารอย่างชาญฉลาด จะทำให้เราสามารถเปิดหน้ากากผู้ที่ให้ข่าวสาร เกินความเป็น
จริงได้ จนเขาเหล่านั้นต้องกลับมาพิจารณาตนเองใหม่.....




วันพุธที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2560

มังกรสอนใจ ตอนคนขายเนื้อ การได้อะไรมาง่ายๆไม่สมเหตุผลต้องระวัง




คนขายเนื้อ

     ที่แคว้นฉีมีชายขายเนื้อคนหนึ่ง  เปิดร้านขายเนื้อเล็กๆ  ซึ่งมีกิจการไม่เลวทีเดียว  เขาจัดเป็น
คนธรรมดาสามัญที่สุดคนหนึ่ง แต่มีความเข้าใจชีวิตดี  มีความพอใจในอาชีพ  และความเป็นอยู่
ของตนเอง ไม่คิดฟุ้งซ่านสร้างวิมานในอากาศ

    มีวันหนึ่ง กษัตริย์แคว้นฉีส่งอำมาตย์คนหนึ่งมาที่บ้านของคนขายเนื้อนั้น อำมาตย์คนนั้นบอก
กับเขาว่า... 
   “องค์กษัตริย์  มีพระราชประสงค์จะยกพระธิดาให้ท่าน   ถ้าท่านตอบรับ   ไม่เพียงแต่จะได้รับ
สินสอดเงินทองมากมายมหาศาล ยังสามารถรับราชการเป็นขุนนางผู้ใหญ่ได้ด้วย  นี่เป็นโอกาส
ที่ยากจะพบพานในรอบพันปี   ข้าพเจ้าคิดว่าท่านคงไม่ปฏิเสธกระมัง”





   

ชายขายเนื้อตอบไปว่า

“ข้าพเจ้ารู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณขององค์กษัตริย์เป็นอย่างยิ่ง แต่ข้าพเจ้าไม่อาจรับ
เรื่องนี้ไว้ได้เพราะข้าพเจ้าเป็นโรคชนิดหนึ่งซึ่งไม่มีทางรักษาหาย ขอท่านช่วยกราบขอพระราช
ทานอภัยโทษ และกราบบังคมทูล ถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นของข้าพเจ้าด้วย”
    หลังจากอำมาตย์คนนั้นกลับไปแล้ว  เพื่อนบ้านและมิตรสหาย ของคนขายเนื้อ ต่างรุมตำหนิ
เขาว่าไม่ควรปล่อยให้โอกาสดีเช่นนี้หลุดมือไป
   ชายคนขายเนื้อจึงชี้แจงว่า   “พวกท่านคิดว่านี้เป็นโอกาสดีหรือ    ตัวฉันกลับไม่คิดเช่นนั้น  
ในใต้ฟ้า ไหนเลยจะมีเรื่องราวที่สะดวกง่ายดายอย่างนี้  แคว้นฉีมีชายหนุ่มที่หล่อเหลาคมคาย
สติปัญญาดีอยู่มากมาย แต่องกษัตริย์ไม่ยกพระธิดาให้คนอื่น กลับประจวบเหมาะมาพอใจตัวฉัน ถ้าไม่ใช่เพราะพระราชธิดามีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์อย่างยิ่ง  ก็แสดงว่าต้องมีข้อบกพร่อง
อะไรที่ร้ายแรงอยู่อย่างแน่นอน  ถึงแม้ฉันจะเป็นเพียงคนขายเนื้อคนหนึ่ง ก็ไม่อาจที่จะแต่งงาน
กับหญิงที่ตนไม่ชอบเลย เพียงเพื่อทรัพย์สินเงินทอง”






     
     ทุกคนแม้จะรู้สึกว่าคำพูดของเขามีเหตุผลอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่รู้สึกคล้อยตามไปเสียทั้งหมด 
มีคนหนึ่งถามเขาว่า
     “แกไปเอาความคิดนี้มาจากไหน”
คนขายเนื้อตอบว่า
     “ฉันเป็นคนขายเนื้อ เรื่องอะไรอื่นฉันไม่ค่อยรู้มากนัก แต่เป็นเรื่องการขายเนื้อละก็ ฉันคือผู้
เชี่ยวชาญเนื้อสดใหม่แม้ราคาจะแพงขึ้นสักเล็กน้อยผู้คนก็รุมกันซื้อ แต่ถ้าเป็นเนื้อเก่าที่เริ่มส่ง
กลิ่น แม้จะขายราคาถูก แล้วยังแถมกระดูกติดมันให้อีก ก็ไม่มีใครต้องการ”




ท่านสาธุชนทั้งหลาย.....


   คนจำนวนมากในโลกชอบคิดเข้าข้างตนเอง เวลาจะรักใครชอบใคร บางทีก็รู้ทั้งรู้ว่าคนๆนั้น
เป็นคนไม่ดี ชอบยุ่งอบายมุข เจ้าชู้เป็นต้น  แต่ก็ปลอบใจตนเองว่า  เขาอาจจะไม่ดีกับคนอื่น 
แต่เราเป็นบุคคลพิเศษ เขาต้องดีกับเราแน่ๆเลย เสร็จแล้วก็ต้องมานั่งน้ำตาตกในภายหลัง หรือ
บางครั้ง เวลามีคนเอาทรัพย์ เอาความโลภมาล่อ  ทั้งๆที่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูด  ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผล 
น่าสงสัยแต่ก็คิดเข้าข้างตัวเองว่าคงเป็นโชคของเรา รีบคว้าเอาไว้ก่อนดีกว่า แล้วก็มีเรื่องเดือด
ร้อนเสียหายตามมาภายหลัง  ความจริงแล้ว  การคิดเข้าข้างตัวเองอย่างนี้  คือการยอมแพ้ต่อ
อำนาจกิเลส ความโลภ ความหลง ในตัวนั่นเอง  แล้วหาเหตุผลมาบอกกับตัวเอง เพื่อจะทำตาม
ความอยากของตัว ถ้าเพียงแต่เรา  ฝึกให้ตนเองเป็นคนรู้จักพอ คิดอะไรสุขุมรอบคอบ ดูเหตุ 
ดูผล ดูทั้งได้ทั้งเสียให้รัดกุม ไม่โลภ ไม่หวังลาภลอย เราจะขจัดเรื่องเดือดร้อนออกจากชีวิต 
ไปได้มากทีเดียว และจะดำเนินชีวิตไปด้วยความสุขตามอัตภาพของตน





ตุฏฐี สุขา ยา อิตรีตเรน

พอใจตามมี ยินดีตามที่ได้ นำสุขมาให้
(ธรรมบท 25/49)




Cr. พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ M.D.,Ph.D 
วัดพระธรรมกาย





      *************************


เรื่องนี้ทำให้นึกถึงคำที่ว่า ของฟรีไม่มีในโลก ได้อย่างชัดเจน อะไรที่ีได้มาง่ายเกินไป
แบบไม่สมเหตุผล มักจะมีของแถมตามมาด้วยเสมอ เราทั้งหลายเจอะกันบ้างใหม?





วันเสาร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เจิงซานฆ่าคน : ข่าวลือทำให้ไขว้เขว






  เจิงซานเป็นศิษย์คนหนึ่งของขงจื้อ และมีชื่อเสียงมากในความเป็นคนกตัญญูต่อพ่อแม่ เจิงซานเป็น
ผู้ที่รอบคอบสุขุมมาก ไม่ว่าจะในการพูดจาหรือการทำกิจการงานต่างๆ มารดาของเจิงซานจึงมีความ
เชื่อถือไว้วางใจเจิงซานมาก

   อยู่มาวันหนึ่งขณะที่มารดาของเจิงซานกำลังนั่งทอผ้าอยู่ในบ้าน มีเพื่อนบ้านคนหนึ่งวิ่งกระหึดกะหอบ
มาบอกว่า “เจิงซานฆ่าคนแล้ว” แต่มารดาของเจิงซานได้ยินแล้ว กลับไม่ตระหนกตกใจอะไรเลย ยังคง
นั่งก้มศีรษะทอผ้าไปตามปกติ พูดไปอย่างเยือกเย็นว่า “ไม่มีเรื่องอย่างนี้โดยเด็ดขาด เธอต้องฟังมาผิด
แน่ เจิงซานลูกฉันไม่มีทางไปฆ่าใคร”







  เพื่อนบ้านคนนั้นเห็นท่าทีของมารดาเจิงซานสงบนิ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่เชื่อถือคำพูดของเขา
โดยสิ้นเชิง ก็จนปัญญาได้แต่เดินคอตกกลับบ้านไป

   เวลาผ่านไปได้สักครู่หนึ่ง ก็มีอีกคนวิ่งมาที่บ้านของมารดาเจิงซาน แจ้งจ่าวเรื่องเจิงซานฆ่าคนคนๆนี้
เป็นเพื่อนสนิทของมารดาเจิงซาน และมีตำแหน่งในสังคมสูงมาก คำพูดของเขาโดยส่วนใหญ่ล้วนเชื่อถือได้ แต่ทว่ามารดาของเจิงซานมีความเชื่อถือในบุตรชายของตนมากกว่า ยังคงไม่เชื่อข่าวนี้นั่งทอผ้าต่อไปตามเดิม







   เพื่อนคนนั้นเดินจากไปไม่นาน ก็มีอีกคนหนึ่งวิ่งเข้ามาเหงื่อท่วมตัว ลำล่ำละลักบอกมารดาของเจิงซานว่า “เจิงซานลูกของคุณ ขณะนี้ถูกจับได้แล้ว”

   มารดาของเจิงซานได้ยินคำพูดนี้แล้ว ความเชื่อมั่นที่มีต่อบุตรชองตนได้สั่นคลอนแล้วเธอตกใจจนหน้า
ซีดเผือด รีบลุกจากเครื่องทอผ้ามา คนๆนั้นแนะนำมารดาของเจิงซานให้รีบหนีไปโดยเร็วเพราะกฎหมายในสมัยนั้น ครอบครัวของฆาตกรที่ฆ่าคนจะต้องรับโทษเช่นเดียวกับฆาตกร







   ในเวลานั้นเอง เจิงซานก็ได้เดินทางกลับมาถึงบ้านพอดี เขาได้บอกมารดาว่า “ตอนผมเพิ่งเลิกเรียน 
ระหว่างเดินกลับบ้านได้ยินคนเขาพูดกันว่า ฆาตกรที่ฆ่าคนนั้น มีชื่อและนามสกุลเหมือนผมชื่อว่าเจิงซาน
เหมือนกัน คนอื่นๆอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผมไปแล้ว ข่าวลือนี่ช่างน่ากลัวเสียจริงๆ”


ท่านสาธุชนทั้งหลาย......

   ในยุคข้อมูลข่าวสารปัจจุบัน กระแสข่าวเป็นเรื่องที่มีพลังมากจนน่ากลัว ลองสำรวจดูเถิดว่าแต่ละวัน
เราได้หลงเชื่อคล้อยตามข่าวลือ หรือความเห็นของบุคคลทั้งหลาย  ที่เผยแพร่พูดต่อๆกันมาโดยไม่มีหลักการชัดเจนไปบ้างแล้วหรือไม่ มากน้อยเพียงใด แม้คนที่หนักแน่นเรื่องที่เห็นๆ อยู่ว่าเป็นไปไม่ได้
ก็ยังอาจสั่นคลอนได้ ด้วยกระแสข่าว
   ดูเอาจากเรื่องนี้เถิด ขนาดความเชื่อถือของแม่ที่มีต่อลูกที่ประพฤตตัวดีมาตลอดชีวิต ยังสั่นคลอนได้
ด้วยการพูดซ้ำๆของคน 3 คน แล้วถ้าหากกระแสข่าวที่เกิดจากแหล่งข่าวเดียวกันที่เป็นเท็จ แต่ออกผ่าน
สื่อมวลชนหลากหลายสาขาซ้ำๆกัน เราเสพข่าวนั้นแล้วจะเข้าใจผิดหลงเชื่อคล้อยตามหรือไม่
   ดังนั้น ขอให้ดูคนที่การกระทำ คุณธรรมที่เขาแสดงออกมาชั่วชีวิต ซึ่งเชื่อถือได้มากกว่ากระแสข่าวที่
พูดต่อๆกันมา ยึดหลักว่า

“บัณฑิตย่อมใคร่ครวญอย่างรอบคอบโดยเหตุและผล จนชัดเจนดีแล้วจึงเชื่อ”



Cr. พระมหาสมชาย ฐานะวุฑฺโฒ
วัดพระธรรมกาย


Cr.picture from Internet
ขอบคุณภาพจาก Internet




---------------------------


วันเสาร์ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2560

โจรชิงกำไล

เรื่องราวของโจรชิงกำไล


    เช้าวันหนึ่ง มีสตรีชาวเมืองจีม่อแคว้นฉีคนหนึ่ง ถือตะกร้าเดินไปจ่ายตลาด ครอบครัวของเธอร่ำรวยมากและเธอก็เป็นคนชอบแต่งตัวประดับประดาเสื้อผ้าที่เธอสวมใส่จึงเป็นชุดทันสมัยสวยงามที่ข้อมือขวา
ของเธอสวมกำไลทองคำคู่หนึ่ง สะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายแวววับ....

   เธอเดินออกจากบ้านไมนานก็รู้สึกว่ามีชายคนหนึ่งเดินตามติดอยู่เบื้องหลัง รักษาระยะห่างจากตัวเธอ
ไม่ไกลนัก เธอสงสัยอยู่บ้าง แต่พอคิดดูอีกทีชายคนนั้นแต่งตัวสุภาพเรียบร้อย มีท่าทางเป็นสุภาพบุรุษดู
ไม่เหมือนคนร้าย ดังนั้นจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรอีก

  เมื่อเธอเดินเกือบถึงตลาดสองข้างทางเป็นร้านค้าเรียงราย ผู้คนเดินไปเดินมาบนถนนขวักไขว่ คาดไม่ถึงในขณะนั้นเอง ชายคนนั้นก็ลงมือชิงกำไลทองที่ข้อมือของเธอ แล้ววิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว เธอรีบร้องตะโกนเสียงดังขึ้นทันทีว่า





               “ช่วยด้วย ช่วยจับโจรด้วย เขาชิงเอากำไลทองของฉันไป”
     ผู้ที่สัญจรไปมาต่างช่วยกันไล่ตามโจรนั้นไป ชั่วครู่เดียวก็จับได้ ส่งไปสถานีตำรวจที่สถานีตำรวจ ชายคนนั้นยอมสารภาพแต่โดยดี ว่าตนแย่งชิงเอาของของคนอื่น  พร้อมกับคืนกำไลทองคู่นั้นให้ตำรวจ ตำรวจถามเขาว่า
  “ฉันรู้สึกประหลาดใจมาก สถานที่เกิดเหตุเป็นย่านการค้า มีผู้คนพลุกพล่าน เจ้ารู้ชัดๆ อยู่แล้วว่าหนีไม่
รอดแน่ แล้วทำไม่ยังลงมือชิงของของคนอื่นอีก”
    โจรชิงกำไลคนนั้นตอบว่า
“ตั้งแต่เริ่มต้น กระผมก็ไม่ได้เห็นผู้คนที่เดินไปมาใดๆทั้งสิ้น ตาของกระผมมองเห็นแต่ กำไลทองที่ส่งประกายแวววับคู่นั้นเท่านั้น”




ท่านสาธุชนทั้งหลาย.....

     เราอ่านเรื่องนี้แล้วดูเผินๆอาจจะมีความรู้สึกขำๆว่าคนโง่ๆอย่างนี้ก็มีในโลกแต่ขอให้ลองตรึก
ตรองให้ดีเถิด เราจะพบว่า คนในโลกเป็นเหมือนโจรชิงกำไลทองคนนี้มากมาย  
    แม้ตัวเราเองบางครั้งก็อาจเคยเป็น  การกระทำอาจไม่รุนแรงถึงขนาดลงมือฉกชิงวิ่งราวใครแต่
เรื่องราวก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน เมื่อใดที่เกิดความโลภเข้ามาคลุมใจ  เมื่อนั้นสติสัมปชัญญะ 
ความยับยั้งชั่งใจ การไตร่ตรองเหตุผลโดยสุขุมรอบคอบก็จะหมดไป  เห็นแต่ได้ไม่เห็นเสีย
กว่าจะรู้ตัวก็มักสายเสียแล้ว ต้องมานั่งนึกเสียใจภายหลัง
       ดังนั้นจากนี้ไป ขอให้เราอย่างปล่อยให้ความโลภคลุมใจ อย่าคิดรวยทางลัด ฝึกให้เป็นคนมี
สันโดษ คือ ยินดีในสิ่งที่เรามี ยินดีในสิ่งที่เราได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตน  และยินดีแต่ในสิ่งที่
ถูกต้องสมควรเท่านั้น ความสุขกายสบายใจจะเกิดขึ้นกับเราตลอดเวลา

จาตุทฺทิโส  อปฺปฏิโฆ จโหติ สนฺตุสฺสมาโน อิตรีตเรน
ผู้สันโดษย่อมอยู่เป็นสุขในทิศทั้งสี่ และเป็นผู้ไม่มีความอึดอัด
(องฺ. จตุกฺก.  35/532)




Cr. พระมหาสมชาย ฐานะวุฑโฒ
วัดพระธรรมกาย

-----------------------------------------




บางครั้งการทำงานของเรา บางทีเราจดจ่อเฉพาะเรื่องงานของเราอย่างเดียว จนลืมดูสิ่งรอบข้าง ว่าจะมีผลกระทบต่อความเสียหายกับผู้อื่นและตัวเราเอง ซึ่งคนทั่วไปมองว่านี่คือความไม่รอบคอบ   
เราท่านทั้งหลายเคยเป็นกันบ้างหรือเปล่า....?
ถ้าเคยมีคงต้องรีบปรับปรุงโดยด่วนมิเช่นนั้นจะเข้าข่าย เป็นพวกโจรชิงกำไล


คือ   "รู้แต่ได้   แต่ไม่รู้เสีย....!!! "



วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

ชายโลเล


ชายโลเล 

 




       ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ชายคนหนึ่งมีความมุ่งมาดปารถนาสูงสุดในชีวิต คือเป็นข้าราชการชั้นสูง
มีชื่อเสียง ร่ำรวย ทว่ามุมานะทำงานมาแล้วครึ่งชีวิตแต่ยังไม่มีความสำเร็จอย่างที่หวัง ทำงานจน
ผมขาวโพลนไปทั้งศีรษะ ก็ยังคงเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยเท่านั้น  มีวันหนึ่งเขาเดินอยู่บนถนน
คิดถึงเรื่องราวชีวิตของตนยิ่งคิดก็จิ่งแค้นใจ จนสุดท้ายทนไม่ไหวร้องไห้โฮออกมา
       มีคนเดินผ่านมาคนหนึ่ง เห็นเขาร้องไห้อย่างรวดร้าวใจเช่นนั้น คิดว่าเขาคงประสบภัยพิบัติ
อะไรที่คาดไม่ถึง จึงเข้าไปปลอบประโลมว่า 
      “ท่านผู้เฒ่า ทำไมท่านจึงร้องไห้อย่างรวดร้าวใจเช่นนี้ ท่านอายุก็มากขนาดนี้แล้วควร
ระมัดระวังถนอมสุขภาพด้วย” 
      
     ผู้เฒ่านั้นกล่าวว่า 
“คุณไม่รู้อะไร ตัวฉันเองตั้งแต่ยังเล็ก ก็ตั้งปณิธานไว้อย่างแน่วแน่ว่า จะต้องเป็นข้าราชการชั้นสูง
สร้างชื่อเสียงเกียรติยศ ชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูลให้ได้ แต่ปัจจุบันฉันอายุ 60 ปีเศษแล้ว ยังคงเป็น
ข้าราชการชั้นผู้น้อยอยู่ ดูแล้วชาตินี้คงไม่มีทางสมปรารถนาแล้ว”

     ชายเดินถนนถามเขาอีกว่า
“ที่แท้ท่านมีปณิธานอ้นยิ่งใหญ่ตั้งแต่ยังเด็ก แล้วทำไมความปรารถนาของท่านจึงไม่สัมฤทธิ์ผลล่ะ”






ชายผู้เฒ่าตอบว่า

“เมื่อตอนฉันยังหนุ่มฮ่องเต้ทรงโปรดปรานอักษรศาสตร์ ฉันจึงไปเรียนอักษรศาสตร์ มีความเชื่อมั่นว่าตนเองเรียนได้ดีทีเดียว แต่ฮ่องเต้ชอบใช้คนมีอายุ บอกว่าฉันยังไม่มีประสบการณ์ เพราะฉะนั้น ยังไม่แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสำคัญได้รอจนฉันมีอายุเริ่มย่างเข้าวัยกลางคนฮ่องเต้องค์เดิมสวรรคต


ฮ่องเต้องค์ใหม่ทรงโปรดปรานการสู้รบ ฉันจึงวางมือจากอักษรศาสตร์ ไปเรียนวิชาการต่อสู้คาด


ไม่ถึง ฉันยังเรียนศิลปะการต่อสู้ไม่ทันสำเร็จฮ่องเต้องค์ใหม่ก็สวรรคตไปอีกฮ่องเต้องค์ถัดมาอายุยังน้อย


ชอบใช้คนหนุ่ม แต่ตัวฉันนั้นเริ่มชราแล้ว ฉันพยายามปรับตัวตามความชอบของฮ่องเต้ทุกอย่าง สามารถ


พูดได้ว่า ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ว่าคาดไม่ถึง ในที่สุดก็ต้องประสบกับผลลัพธ์เช่นนี้ แล้วทำไมฉันจะไม่รวดร้าวใจ”






ชายเดินถนนคนนั้น ทั้งๆที่เห็นอกเห็นใจในชะตากรรมของผู้เฒ่านั้นมาก แต่กลับนึกไม่ออกว่าจะ


ใช้คำพูดอย่างไรมาปลอบประโลมเขาดี










ท่านสาธุชนทั้งหลาย......






การวางทิศทางการทำงานของตัวเองนั้น ไม่ควรนำไปผูกติดกับตัวบุคคลอื่น เพราะเป็นเงื่อนไขที่


เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ความชอบความพอใจของคนเรา ก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอ ถึงแม้ความชอบ

ไม่เปลี่ยน เงื่อนไขก็อาจเปลี่ยนได้ จากการพ้นตำแหน่งหรือการตาย ดังเช่นในเรื่องนี้สิ่งที่เราควรทำ

คือ สำรวจตัวเองว่าเรามีความถนัด มีความชำนาญในเรื่องอะไร หาทางทำงานที่เราถนัดสามารถใช้

ศักยภาพตัวเองได้อย่างเต็มที่


และงานนั้นต้องเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ ต่อสังคมส่วนรวมด้วย การผูกทิศทางการทำงานของเรา


เข้ากับประโยชน์ขององค์กร หรือสังคมส่วนรวมเป็นเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงได้ยากกว่า มีความมั่นคง


มากว่า การปรับตัวตามผู้บังคับบัญชาเป็นสิ่งจำเป็นควรทำแต่ควรเป็นการปรับในแง่มนุษย์สัมพันธ์


และสไตล์การทำงานเท่านั้น ตัวเนื้อหาของงาน ที่เราทำนั้นควรให้มีความต่อเนื่อง ไม่โลเลเปลี่ยนใจ


ไปมา ต้องฝึกตัวเองอย่างต่อเนื่อง ให้มีความสามารถความชำนาญจริงๆ สุดท้ายความสำเร็จก็จะเป็น

ของเรา ยิ่งถ้าเรารู้จักวางเป้าความสำเร็จไว้ อยู่ที่ความสำเร็จของงาน ประโยชน์ที่เกิดขึ้นกับองค์กร

และสังคมส่วนรวม ไม่ใช่ว่าอยู่ที่ความก้าวหน้าของตัวเอง ซึ่งถือว่าเป็นผลพลอยได้ เราก็จะยิ่งทำงาน

อย่างสบายใจ และเป็นนักทำงานที่มีความสุข






วายเมเถว ปุริโส ยาว อตฺถสฺส นิปฺปทา


เกิดเป็นคนควรพยายามเรื่้อยไป จนกว่าจะสำเร็จ


(วิโรจนอสุรินทสูตร 15/313)





Cr. พระมหาสมชาย ฐานวุฑฺโฒ M.D.,Ph.D.


วัดพระธรรมกาย










------------------------

วันอังคารที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2560

ชายรูปงาม กับความจริงใจ



        

   ที่แค้วนฉีมีชายคนหนึ่งชื่อ โจวจี้ หน้าตาหล่อเหลาคมคาย รูปร่างลักษณะงดงาม เขารู้สึกภูมิใจในรูปร่างหน้าตาของตนเองอย่างมาก เช้าวันหนึ่งหลังจากล้างหน้าหวีผมสวมเสิ้อผ้าสวมหมวกแล้ว เขาก็ยีนชมรูปร่างหน้าตาตนเองอยู่หน้ากระจก และถามภรรยาของตนขึ้นว่า
     "ฉันกับสวีกงเปรียบเทียบกันแล้วใครมีหน้าตางดงามกว่ากัน"
   
     ภรรยาของเขาตอบว่า.....
"สวีกงเปรียบเทียบสู้ท่านได้อย่างไร"
 สวีกงเป็นผู้มีรูปโฉมสง่างามชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วประเทศ แต่ภรรยาของโจวจิ้กลับบอกว่าหล่อสู้
โจวจิ้นไม่ได้ โจวจิ้นฟังแล้วยังไม่ค่อยเชื่อดีนัก เขาจึงไปถามภรรยาน้อยของตนว่า.....
"เธอดูฉันกับสวีกงใครหล่อกว่ากัน"

     ภรรยาน้อยของเขาตอบว่า .....

"สวีกงไม่มีทางสู้ท่านได้อยู่แล้ว"
วันถัดมา มีแขกคนหนึ่งมาขอพบโจวจี้ หลังจากพูดคุยธุระเสร็จ โจวจี้ก็ถือโอกาสถามแขกคนนั้นว่า...
"คุณดูรูปร่างหน้าตาผมเปรียบเทียบกับสวีกงแล้วเป็นอย่างไร"

แขกคนนั้นตอบว่า

"ถึงแม้ว่าสวีกงจะเป็นชายที่มีหน้าตาดี แต่เมื่อเทียบกับท่านแล้ว ยังห่างไกลกันครับ"





  

               เขาฟังแล้วรู้สึกดีใจมาก  ผ่านไปไม่กี่วันสวีกงมีธุระได้มาที่บ้านโจวอี้ 
โจวอี้ได้สังเกตพินิจพิจารณาดูสวีกงอย่างละเอียด พบว่านอกจากมีรูปร่างหน้าตาดีแล้ว ยังมีบุคลิกที่สูงสง่าอย่างยิ่งแฝงอยู่ด้วย ตนเองเปรียบเทียบไม่ได้เลย ลองไปส่องกระจกดูอีกหลายๆรอบ พบว่าไม่เพียงแต่เปรียบเทียบไม่ได้เท่านั้นแต่ยังห่างกันไกลทีเดียว 
               หลังจากสวีกงกลับไปแล้ว โจวอี้มีท่าทางซึมเซา ไม่สดชื่น ขังตัวเองอยู่ในห้องหนังสือ  คิดตรึกตรองอยู่ครึ่งวัน ในที่สุดก็คิดได้ สว่างโพล่งขึ้นในใจพูดกับ
ตัวเองว่า
               "เห็นชัดๆ ว่ารูปร่างหน้าตาฉันไม่มีทางเปรียบกับสวีกงได้เลย"  แต่ภรรยาของฉันบอกว่าฉันหน้าตาดีกว่าสวีกง เพราะเธอรักฉัน ภรรยาน้อยของฉันบอกว่าฉันหน้าตาดีกว่าสวีกง เพราะเธอกลัวฉัน เพื่อนฉันบอกว่าฉันหน้าตาดีกว่าสวีกง เพราะเขามีธุระจะให้ฉันช่วย 


               "คิดจะได้ยินความเห็นถูกต้อง จากใจคนรอบข้าง ช่างเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย"






ท่านสาธุชนทั้งหลาย....
              
      คนส่วนใหญ่ในโลกปารถนาคำสรรเสริญเยินยอ เมื่อได้รับคำชมก็พึงพอใจทั้งที่หากพิจารณากันจริงๆแล้วจะพบว่าคำสรรเสริญเยินยอนั้นไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร
ให้น่าเชื่อถือได้ ยิ่งเป็นผู้นำที่มีอำนาจ หรือทรัพย์สมบัติ  ผู้ที่เข้ามาคอยป้อนคำสรรเสริญให้นั้น ก็มักเพราะว่าหวังประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง  
     ปากเขาแกล้งเยินยอเรา แต่ในใจจะนึกขันอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้   และวันใดที่เรา
เสื่อมลาภ เสื่อมยศบุคคลเหล่านั้นก็จะเหินห่างไปทันที ผู้ที่ติดในคำชมก็จะต้องมา
นั่งน้อยใจกลุ้มใจ  เราจึงไม่ควรเป็นคนหิวคำชม
    ไม่เอาใจเราไปยึดติดกับเงื่อนไขภายนอกซึ่งเปลี่ยนแปลงได้เสมอ  ไม่มีแก่สาร
สาระที่แท้จริง  แต่ขอให้อิ่มใจกับความดีที่ตนได้กระทำอิ่มใจกับคุณธรรมที่ตนมีแม้ไม่มีใครชมและพัฒนาคุณธรรมนี้ผูกไว้กับใจเรา  การผูกใจไว้กับเงื่อนไขภาย
ในเช่นนี้จะให้ความสุขที่ยั่งยืนทั้งภพนี้และภพหน้า


Cr. พระมหาสมชาย ฐานะวุฑฺโฒ M.D.,Ph.D.
วัดพระธรรมกาย


----------------------------------------



แล้วเราท่านทั้งหลาย
คิดว่าคนที่อยู่รอบข้างท่านคอยชมคอยเชียร์
เขาหวังอะไรในตัวท่านบ้าง...?





วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2560

นกปากซ่อมกับหอยกาบ




                ในวันฟ้าโปร่งอากาศแจ่มใส มีหอยกาบตัวหนึ่งนอนผึ่งแดดอยู่ที่ชายหาดทรายชายทะเล มันเปิดเปลือกหอยทั้ง 2 ข้างออกรับแดดอันอบอุ่นอย่างสุขสบาย  ในขณะนั้นเองมีนกปากซ่อมตัวหนึ่งเดินหาอาหารอยู่ในบริเวณไกล้เคียง มองเห็นเนื้อสีแดงของหอยกาบตัวนั้นสะท้อนแสงเป็นประกายวับๆ นกปากซ่อมดีใจมาก รีบตรงแน่วเข้าไป ใช้ปากจิกหมายจะกินเนื้อหอย หอยกาบเจ็บปวดแสนสาหัส  รีบหุบเปลือกหอยทั้ง2ข้างเข้าหากันอย่างรวดเร็ว   หนีบเอาจะงอยปากของนกปากซ่อมติดอยู่ในเปลือกหอยด้วย 




            

     นกปากซ่อมพยายามดึงจะงอยปากของตนออกสุดแรงเกิดแต่ก็ไม่สำเร็จ เพราะหอยกาบหนีบไว้อย่างสนิทแน่น นกปากซ่อมเริ่มรู้สึกสำเนียกเสียใจบ้างแล้วแต่ก็แสดงท่าทีทำเป็นไม่แยแสพูดกับหอยกาบว่า 

               "แกช่างเป็นสัตว์ที่โง่จริงๆ แกมาหนีบจะงอยปากของฉันไม่ยอมปล่อยอย่างนี้ตัวแกเองก็เคลื่อนที่ไม่ได้ ถ้าวันนี้ฝนไม่ตก พรุ่งนี้ฝนก็ไม่ตก ตัวแกก็จะต้องแห้งตายแน่ๆ  ฉันคิดว่าทางที่ดีแกยังคงรีบคลายแล้วกลับลงน้ำไปจะดีกว่า"

               หอยกาบยิ้มอย่างเย็นชา  ตอบกลับมาว่า
"แกไม่ต้องมาทำพูดดี  ฉันไม่หลงกลแกแน่นอน ปากของแกถูกฉันหนีบอยู่อย่างนี้ วันนี้ก็กินอะไรไม่ได้ พรุ่งนี้ก็กินอะไรไม่ได้ แกก็จะต้องอดตายในไม่ช้า"




           สัตว์สองตัวนี้ เถียงกันไปมาอยู่ครึ่งค่อนวัน  ไม่มีใครยอมใคร พอดีมีชายชาวประมงคนหนึ่งกำลัง จะกลับบ้านเดินผ่านมา เห็นสัตว์2 ตัวหนีบติดอยู่ด้วยกัน  เขาพูดขึ้นอย่างดีใจว่า
           "โชคของฉันวันนี้ไม่เลวทีเดียว เมื่อทั้งคู่ตกลงกันไม่ได้ฉันก็ต้องคว้าโอกาสอันนี้ไว้แล้ว"

     และแล้วชายชาวประมงก็จับเอาสัตว์ทั้ง 2 ตัวนั้นขึ้นมาใส่ลงในชะลอมไม้ไผ่ด้วยกัน  วางแผนการไว้ว่าพรุ่งนี้จะเอาไปขายในตลาด





        ท่านสาธุชนทั้งหลาย.....
น ตํ ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ อวชิยฺยติ
--------------------------------
     
      เราอย่าเป็นคนถือทิฏฐิมานะ ดื้อดึงจะเอาชนะให้ได้ คนอย่างนั้นเป็นคนไม่น่ารัก ไม่มีใครอยากคบด้วย และจะทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ แล้วตัวเองต้องมานั่งเสียใจภายหลัง ขอให้เราเป็นคนรู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว  รู้จักประนีประนอม มีหลักการชัดเจน  เมื่อใดที่รู้ว่าตัวเองทำพลาดไปแล้ว  ก็มีความกล้าหาญพอทีจะยอมรับผิดและปรับปรุงแก้ไข ไม่ดันทุรังเถียงข้างๆ คูๆ ไม่กลัวหน้าแตก คนที่รู้จักแพ้รู้จักถอยอย่างนี้  แทนที่จะเป็นการบั่นทอนศักศรีของตัว  ตรงกันข้ามกลับจะเป็นที่รักที่เคารพเกรงใจของคนอื่นๆ


ความชนะใดที่ชนะแล้วกลับแพ้ได้
ความชนะนั้นไม่ดี
(ขุ. ชา. เอก. 27/22)





Cr. พระมหาสมชาย ฐานะวุฑฺโฒ  M.D., Ph.D
วัดพระธรรมกาย



ลองหันกลับมาดูพวกเรากันเองสิว่า....
เรามีการไม่ลดราวาศอกกับใครอยู่หรือไม่..?
 เพราะผลสุดท้ายผู้อื่นก็อาศัยความแตกแยกของเราเป็นเครื่องมือ
 ตักตวงผลประโยชน์จากเรา


เข้าทำนองที่ว่า นั่งอยู่บนภูดูเสือกัดกัน

ใครแพ้เดี๋ยวค่อยไปเก็บหนังเสือเอามาใช้งาน

ไม่ต้องไปลำบากตามล่า




ปัญหาเรื่องพระอาทิตย์ (ไม่ควรถกเถียงกัน ด้วยเรื่องที่ต่างก็ไม่รู้จริง) มังกรสอนใจ

ปัญหาเรื่องพระอาทิตย์           เด็กคนแรกพูดว่า "พระอาทิตย์ตอนเพิ่งพ้นขอบฟ้าเวลาเช้าดวงกลมโต โตพอ ๆ กับล้อรถเลย แต่พอกลางวันก็เล็กล...